ทำไม กกท. ถึงสั่งกรรมการเร่งหาผู้ชนะให้ชัด


คะแนนเสมอในมวยไทย "สิทธิ์ยังมี" แต่ทำไม กกท. ถึงสั่งกรรมการเร่งหาผู้ชนะให้ชัด?


ความจริงที่แฟนมวยหลายคนอาจยังไม่รู้ คือกติกาคะแนนเสมอ 10-10 ในมวยไทยอาชีพนั้นไม่เคยถูกยกเลิก แต่ทำไมถึงมีกระแสข่าวว่า "ห้ามให้คะแนนเสมอ" แพร่สะพัดในวงการมวยจนสร้างความสับสนไปทั่ว? และเบื้องหลังนโยบายล่าสุดของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่กำลังกดดันให้กรรมการบนเวทีต้องหาผู้ชนะในทุกยกให้ได้นั้น มีเจตนาแฝงอะไรซ่อนอยู่ นี่คือเรื่องราวที่ต้องเข้าใจให้ครบก่อนจะตัดสินใจฝั่งใดฝั่งหนึ่ง




ที่มาของความสับสน: ข่าวลือที่ปั่นป่วนวงการ


เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 มีกระแสข่าวหมุนเวียนในหมู่แฟนมวยและคนในแวดวงกีฬาชนิดนี้ว่า กกท. ออกนโยบายใหม่ "ห้าม" กรรมการให้คะแนนเสมอสิบต่อสิบในแต่ละยก ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดียและกลุ่มแฟนมวยออนไลน์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับทั้งนักมวย ผู้ฝึกสอน และกรรมการผู้ตัดสิน เพราะหากเป็นความจริง นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงกติกามวยไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

นายเฉลิม ประหยัดทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่และพัฒนาผู้ตัดสินมวยไทยอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การให้คะแนนเสมอสิบต่อสิบในแต่ละยกนั้น ยังคงสามารถทำได้และไม่ผิดพระราชบัญญัติกีฬามวยแต่อย่างใด ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นมาจากการตีความนโยบายเพียงครึ่งเดียว โดยไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของ กกท.




เปิดนโยบายจริง: กกท. ต้องการอะไรกันแน่?


สิ่งที่ กกท. ต้องการอย่างแท้จริงในตอนนี้ไม่ใช่การยกเลิกระบบคะแนนเสมอ แต่เป็นการ กำชับให้กรรมการผู้ห้ามบนเวทีต้องกระตุ้นให้นักมวยทั้งสองฝ่ายเดินหน้าแลกอาวุธและเปิดเกมเข้าประจัญบานกันมากขึ้น เพื่อให้สามารถชี้ขาดหาผู้ชนะในแต่ละยกได้อย่างเด็ดขาด

พูดง่ายๆ คือ กกท. ไม่ได้ "ห้าม" กรรมการให้คะแนนเสมอ แต่ "ไม่อยากเห็น" คะแนนเสมอเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในยกที่นักมวยต่างหลีกเลี่ยงการสู้จริง เดินหลอกล่อ ดูเชิง หรือรักษาระยะห่างโดยไม่มีการออกอาวุธที่เป็นรูปธรรม

แก่นของนโยบายนี้คือ: กรรมการต้องมีความกล้าในการตัดสินชี้ขาด ไม่หลบเลี่ยงความรับผิดชอบด้วยการให้คะแนนเสมอในทุกยกที่ไม่แน่ใจ




หลักเกณฑ์ใหม่: อ่านเกมอย่างไรให้ถูกต้อง?


นายเฉลิม ประหยัดทรัพย์ ได้ขยายความเพิ่มเติมถึงหลักการพิจารณาที่กรรมการต้องนำไปใช้ในการตัดสินแต่ละยก โดยมีองค์ประกอบหลักที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนี้

ความขยันในการออกอาวุธ คือองค์ประกอบแรกและสำคัญที่สุด นักมวยฝ่ายใดที่เดินเข้าหาคู่ต่อสู้และออกอาวุธได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบในการชี้ขาดยกนั้น

ความแม่นยำและประสิทธิภาพของอาวุธ การออกอาวุธมากแต่พลาดเป้าทุกครั้งย่อมไม่มีน้ำหนักในการให้คะแนน กรรมการต้องสังเกตว่าอาวุธที่ปล่อยออกไปนั้นเข้าเป้าจริงหรือไม่ และส่งผลต่อสภาพร่างกายคู่ต่อสู้มากน้อยเพียงใด

การควบคุมพื้นที่บนสังเวียน นักมวยที่สามารถผลักดัน บีบ และควบคุมการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่า ย่อมมีความได้เปรียบในแง่ของการครองเกม

ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่นายเฉลิมยกขึ้นมา คือ หากฝ่ายแดงสาดแข้งเข้าเป้าห้าครั้ง ขณะที่ฝ่ายน้ำเงินเตะเข้าเป้าเพียงสองครั้ง กรรมการต้องตัดสินให้ฝ่ายแดงเป็นผู้ชนะในยกนั้น ไม่มีทางอ้างว่า "สูสีเกินไปจะให้คะแนนเสมอ" ได้

หรือในกรณีที่ดูเหมือนทั้งคู่ต่างดูเชิงหลอกล่อ แต่มีจังหวะหนึ่งที่ฝ่ายแดงถีบฝ่ายน้ำเงินจนเสียหลักล้มลง แม้จะไม่ถึงกับล้มทั้งตัว เพียงแค่เสียหลักก็เพียงพอให้ชี้ขาดให้ฝ่ายแดงกำชัยในยกนั้นได้แล้ว




ทำไมมวยไทยถึงมีปัญหาคะแนนเสมอบ่อยจนเกิดเรื่อง?


เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม กกท. ถึงต้องออกนโยบายนี้ ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจพฤติกรรมการชกในวงการมวยไทยอาชีพที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ปัญหาที่หนึ่ง: วัฒนธรรมการดูเชิงในยกต้น มวยไทยอาชีพมีประเพณีการชกที่แตกต่างจากมวยสากลอย่างชัดเจน คือนักมวยมักจะ "ดูเชิง" กันในยกแรกและยกที่สองก่อน เพื่อสำรวจจุดแข็งจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ก่อนจะเปิดเกมจริงในยกกลาง แนวทางนี้ถือเป็นภูมิปัญญาการต่อสู้ที่สืบทอดมาช้านาน แต่ปัญหาคือมันทำให้ยกต้นดูน่าเบื่อ และกรรมการก็มักจะให้คะแนนเสมอในยกเหล่านั้นโดยง่าย

ปัญหาที่สอง: ความกลัวของกรรมการ กรรมการบางส่วนเลือกที่จะให้คะแนนเสมอเพราะกลัวการวิจารณ์จากทั้งสองค่าย หากตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะยกที่สูสี ฝ่ายที่แพ้ยกนั้นและแฟนของเขาอาจตำหนิการตัดสิน การให้คะแนนเสมอจึงกลายเป็น "ทางออกที่ปลอดภัย" ในสายตาของกรรมการบางคน ซึ่งนั่นคือปัญหาที่ กกท. ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ปัญหาที่สาม: ผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ชม เมื่อยกแล้วยกเล่าจบด้วยคะแนนเสมอ ผู้ชมจะรู้สึกว่าการแข่งขันไม่มีความเข้มข้น ไม่มีทิศทาง และไม่รู้สึกตื่นเต้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนผู้ชมและความนิยมของมวยไทยในระยะยาว




บทเรียนจาก RWS: โมเดลที่ กกท. กำลังมองหา


นายเฉลิมได้กล่าวถึงรูปแบบของรายการ RWS (ราชดำเนิน เวิลด์ซีรีส์) ว่าเป็นแนวทางที่ กกท. ต้องการให้มวยไทยอาชีพโดยรวมเดินตาม เพราะ RWS เน้นให้นักสู้สาดอาวุธใส่กันอย่างต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน

RWS เกิดขึ้นในยุคที่วงการมวยไทยต้องการดึงดูดผู้ชมรุ่นใหม่และชาวต่างชาติ โดยการปรับรูปแบบการชกให้มีความต่อเนื่องของการออกอาวุธมากขึ้น ลดช่วงเวลาดูเชิงยาวๆ และทำให้ทุกยกมีความดุเดือดน่าติดตาม ผลลัพธ์คือรายการ RWS ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในหมู่แฟนมวยในประเทศและผู้ชมต่างชาติที่ยังไม่คุ้นเคยกับมวยไทยแบบดั้งเดิม

สิ่งที่ กกท. พยายามทำคือนำสูตรความสำเร็จของ RWS ไปประยุกต์ใช้กับมวยไทยอาชีพในภาพรวม โดยไม่ต้องเปลี่ยนกติกาพื้นฐาน แค่ปรับพฤติกรรมของกรรมการและนักมวยให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมยุคใหม่ก็เพียงพอ




มิติทางธุรกิจ: มวยไทยกับการแข่งขันในโลกกีฬาโลก


การปรับนโยบายการให้คะแนนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องกติกาล้วนๆ แต่มีมิติทางธุรกิจและการแข่งขันในเวทีโลกซ่อนอยู่ด้วย

ปัจจุบันมวยไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากศิลปะการต่อสู้อื่นๆ โดยเฉพาะ ONE Championship ที่นำมวยไทยมาจัดร่วมกับ MMA และคิกบ็อกซิ่ง รวมถึงรายการมวยสากลสากลระดับโลกที่ยังคงมีฐานแฟนขนาดใหญ่ ถ้ามวยไทยอาชีพในประเทศยังคงนำเสนอการแข่งขันที่ดูน่าเบื่อเพราะเต็มไปด้วยยกที่คะแนนเสมอและการดูเชิงยาวนาน โอกาสที่ผู้ชมจะหันไปสนใจกีฬาอื่นแทนย่อมมีสูง

นอกจากนี้ มวยไทยยังกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการผลักดันให้เป็นกีฬาใน กีฬาเอเชียนเกมส์ และก้าวต่อไปคือโอลิมปิกเกมส์ การยกระดับมาตรฐานการตัดสินและความดุเดือดของการแข่งขันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตานานาชาติ




เสียงจากนักมวยและค่ายมวย: ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?


นโยบายใหม่นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายในวงการมวยไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ นักมวยสายบุก ที่ถนัดเดินหน้าออกอาวุธต่อเนื่อง นโยบายนี้ถือเป็นข่าวดี เพราะสไตล์การชกของพวกเขาจะได้รับการตอบแทนในรูปของคะแนนที่ชัดเจนมากขึ้น แทนที่จะถูกกรรมการให้เสมอเพราะฝ่ายตรงข้ามสามารถป้องกันได้ครึ่งหนึ่ง

สำหรับ นักมวยสายเทคนิค ที่เน้นการดูเชิง หลอกล่อ และรอจังหวะ อาจต้องปรับเกมให้มีการออกอาวุธมากขึ้นกว่าเดิม เพราะหากยังดูเชิงโดยไม่มีการสาดอาวุธที่จับต้องได้ กรรมการอาจตัดสินให้แพ้ยกนั้นแทนที่จะให้เสมอ

สำหรับ ค่ายมวย โดยรวม นโยบายนี้อาจส่งผลให้ต้องปรับการฝึกซ้อมให้เน้นการออกอาวุธต่อเนื่องและความทนทานที่จะสาดอาวุธได้ตลอดห้ายกมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวน่าจะยกระดับคุณภาพนักมวยไทยโดยรวม




มุมมองด้านประวัติศาสตร์: มวยไทยกับการเปลี่ยนแปลง


มวยไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าหลายร้อยปี และตลอดช่วงเวลานั้นได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง กติกามวยไทยสมัยใหม่ที่เราเห็นในปัจจุบันมีการพัฒนามาจากรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้มือมัดด้วยป่านเชือก ไม่มีนวม และไม่มีการแบ่งยก

การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งในประวัติศาสตร์มักมาพร้อมกับแรงต้านจากผู้ที่ยึดถือรูปแบบดั้งเดิม แต่สุดท้ายมวยไทยก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาได้และยังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นจุดแข็งไว้ได้

การปรับนโยบายการให้คะแนนครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน มันไม่ใช่การทำลายมวยไทยดั้งเดิม แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้ชมและบริบทการแข่งขันในโลกปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกติกาพื้นฐานแม้แต่น้อย




บทสรุป: คะแนนเสมอยังอยู่ แต่ต้องสมเหตุสมผลกว่าเดิม


สรุปสั้นๆ ให้ชัดเจนคือ คะแนนสิบต่อสิบในมวยไทยอาชีพยังคงอยู่ และกรรมการยังมีสิทธิ์ใช้มันเมื่อรูปการชกคู่คี่สูสีกันอย่างแท้จริง สิ่งที่ กกท. ต้องการเปลี่ยนคือ "พฤติกรรม" ที่กรรมการใช้คะแนนเสมอเป็นทางออกง่ายๆ เมื่อไม่กล้าตัดสิน

และจากฝั่งนักมวย สิ่งที่ กกท. ต้องการเห็นคือการชกที่กล้าออกอาวุธ กล้าเดินหน้า และสร้างความชัดเจนในแต่ละยกให้กรรมการสามารถตัดสินได้โดยไม่ต้องหลบเลี่ยง

ในที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้มวยไทยน่าดูมากขึ้น ตื่นเต้นมากขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดกีฬาโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

คำถามสำหรับแฟนมวยทุกท่านคือ คุณคิดว่าการให้คะแนนแบบนี้จะทำให้มวยไทยดีขึ้นจริงหรือ หรือมันจะทำให้นักมวยเสียสไตล์การชกเฉพาะตัวที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ?




Tag: มวยไทย, คะแนนมวยไทย, กกท, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กติกามวยไทย, ผู้ตัดสินมวยไทย, มวยไทยอาชีพ, RWS มวยไทย, ราชดำเนินเวิลด์ซีรีส์, เฉลิมประหยัดทรัพย์, คะแนนเสมอมวยไทย, มวยไทย10-10, ข่าวมวยไทย, วงการมวยไทย, มวยไทยกับโอลิมปิก, มวยไทยเอเชียนเกมส์, กรรมการมวยไทย, พระราชบัญญัติกีฬามวย, มวยไทยสไตล์บุก, ยกระดับมวยไทย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *